วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การแพ้ยาที่ควรระวัง

            การจ่ายยาทุกครั้งจะต้องนึกถึงความปลอดภัยในการใช้ยาก่อน โดยเฉพาะเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน หัวใจ หอบหืด G6PD ฯลฯ และสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังอีกเรื่อง คือ การแพ้ยา ข้าพเจ้าจะถามทุกคนที่มาซื้อยาว่าเคยแพ้ยาอะไรหรือไม่ ปัจจุบัน ตามโรงพยาบาลจะมีบัตรแพ้ยาให้กับผู้ป่วยที่มีประวัติการแพ้ยาทุกคน ทำให้สะดวกเวลาผู้ป่วยจะไปซื้อยาหรือไปตรวจที่ไหนก็สามารถแสดงบัตรให้ดูได้
            เมื่อพูดถึงการแพ้ยา ก็ทำให้นึกถึงคำต่าง ๆ เหล่านี้ คือ
Adverse drug reaction หรือ ADR = อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ซึ่งรวมอาการต่าง ๆ เหล่านี้ คือ

Side Effect = อาการข้างเคียง

Overdose = อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการได้รับยาเกินขนาด

Drug Interaction = การที่ยาออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะเกิดปฏิกิริยาของยาที่ใช้ร่วมกัน

Toxic จากยา เช่น Toxic จากยา Amphotericin B
            เรื่อง ADR เป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ เพราะไม่ได้เกิดกับทุกคน และบางทีทั้งที่รู้ว่าแพ้ยาตัวไหน แต่อาจจำเป็นต้องใช้ยานั้น ๆ ก็ได้(กรณีแพ้ยาไม่มากหรือไม่มียาอื่นรักษา)
            ช่วงที่ข้าพเจ้าทำงานโรงพยาบาลในแผนกห้องยาผู้ป่วยนอก ได้เคยร่วมประเมิน ADR กับแพทย์และ พยาบาล หลายครั้ง มีปัญหาที่พบคือ บางครั้งผู้ป่วยซื้อยา หรือได้รับยาจากคลีนิคมา แล้วไม่ทราบชื่อยา เพราะซองยาผู้ป่วยไม่เขียนชื่อยาไว้ ข้าพเจ้าก็จะขอความร่วมมือจากผู้ป่วย ให้กลับไปขอชื่อยาจากร้านยามา (ซึ่งมักจะไม่มีข้อมูลกลับมา-แต่ถ้าร้านยาที่มีเภสัชกรประจำก็จะเขียนชื่อยา มาให้) ส่วนคลีนิคจะมีประวัติอยู่แล้ว โดยข้าพเจ้าจะแจ้งผู้ป่วยไปขอชื่อยามาบันทึกไว้ที่ OPD card และฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์
            ดังนั้น การจ่ายยาในร้านยา เภสัชกรจึงควรเขียนชื่อยาและสรรพคุณในซองยาทุกครั้ง สำหรับข้าพเจ้า เมื่อจัดยา ก็จะไม่ใส่รวมในซองเดียวกัน เพราะจะทำให้ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร แต่จะเขียนยาแยกเป็นซอง ๆ ให้ และจะบันทึกประวัติคนซื้อยาลงในสมุดประจำวันของร้านทุก case (ลงวัน-เวลา อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูงโดยประมาณ) เพื่อสามารถยืนยันได้ว่าจ่ายยาอะไรไป กรณีเกิดปัญหาการใช้ยาขึ้นในภายหลัง
            นอกจากนี้เมื่อข้าพเจ้าทราบว่าคนซื้อยาแพ้ยาอะไรแล้ว ก็ยังต้องระวังการแพ้ยาข้ามกลุ่ม หรือที่เรียกว่า cross reaction อีกด้วย เช่น
            ถ้าแพ้ยาเพนนิซิลลิน ก็ต้องระวังยากลุ่ม เซฟาโลสปอริน เพราะอาจแพ้ข้ามกลุ่มได้
            ถ้าแพ้ยาซัลฟา ก็ต้องระวัง ยาที่มีซัลฟาเป็นส่วนประกอบ เช่นCelebrex, Hydrochlorothiazide, Daonil, Lasixฯลฯ
            ถ้าแพ้แอสไพริน ก็ต้องระวังยากลุ่ม Nsaids ตัวอื่น ๆ ด้วย
            ถ้าแพ้ยากันชักกลุ่ม aromatic ring เช่น phenobarb อาจจะแพ้ยา carbamazepine phenytoin ได้
            สำหรับประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าเจอ ADR ในร้านยาที่จะมาเล่าสู่กันฟังมีอยู่ 3 caseที่ได้ข้อมูลชัดเจน
            1. สุภาพสตรีอายุประมาณ 45 ปี มาขอซื้อยาแก้อักเสบ บอกว่า มีประวัติแพ้ยาหลายตัว แต่ตัวเขาจำไม่ได้แน่นอนว่าแพ้อะไรบ้าง จำได้แต่ว่าแพ้เพนนิซิลลินส่วนยาตัวอื่นจำชื่อไม่ได้ เขามาขอซื้อยาปฏิชีวนะ เพราะเป็นแผลถลอกจากมอเตอร์ไซค์ล้ม (ทำแผลเอง)ยังไม่อยากไปโรงพยาบาล ข้าพเจ้าจึงจ่าย erythromycin 250 mg ทาน 1 เม็ด วันละ 4 ครั้งหลังอาหาร(ที่จริงควรทานก่อนอาหาร จึงจะออกฤทธิ์ได้ดีกว่า แต่เพื่อลดอาการระคายกระเพาะของยาจึงให้ทานหลังอาหาร) และแนะนำว่าให้สังเกตอาการดูอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงหลังทานยา ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่นผื่นขึ้น หน้าบวม ตาบวม ให้หยุดยา แสดงว่าแพ้ตัวนี้ด้วย ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้น เขาก็มาหาแล้วบอกว่า ทานไป 1เม็ด หน้าก็มีผื่นแดง ๆ ขึ้นบาง ๆ (urticaria)ข้าพเจ้าจึงแนะนำให้เขาไปตรวจที่โรงพยาบาลดีกว่าเพื่อทำแผลและลง ประวัติการแพ้ยาด้วย
            2. ชายอายุประมาณ 35 ปี น้ำหนักประมาณ 50 kg. สูง 160 cm. ค่อนข้างผอม ไม่เคยแพ้ยา ซื้อยา calpirox (= piroxicam) ขนาด 20 mg (ปกติจะขนาด 10 mg) ทานแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก เมื่อหยุดยาแล้วอาการดีขึ้น ปกติยากลุ่ม NSAIDS มีอาการข้างเคียงคือ คลื่นไส้ อาเจียน ระคายกระเพาะอยู่แล้ว แต่ caseนี้ อาจจะเกิดจากมีความไวต่อยาที่ irritate กระเพาะอาหาร เพราะดื่มเหล้าเป็นประจำ จึงทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนเป็นค่อนข้างมาก ควรแนะนำว่าทุกครั้งที่ใช้ยาเกี่ยวกับแก้ปวดข้อกล้ามเนื้อปวดฟัน ควรใช้ยาเคลือบกระเพาะหรือยาลดกรดในกระเพาะร่วมด้วยทุกครั้ง
            3. ชายอายุ 50 ปี น้ำหนัก 65 kg.สูง 160cm ไม่แพ้ยา เป็นฝีขนาด 2 cm.อยู่ที่ขาข้างขวา เป็นหนองอักเสบไม่หายเป็นมา 1 เดือน ข้าพเจ้าให้ทาน dicloxacillin 500 mg 1 x 4 ac 2 แผง เมื่อทานไป1 แผง เขามาถามว่า ทำไมรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว แต่มีอาการเล็กน้อยพอทนได้ ข้าพเจ้าได้แนะนำให้ทานหลังอาหารทันที ดื่มน้ำมาก ๆ เพราะเป็นอาการข้างเคียงของยา แต่ถ้าไม่หายหรือมีอาการมากจนทนไม่ไหว ให้งดยาเลย (ตอนหลังเมื่อฝีแห้งหายแล้ว มาขอซื้อยาจะไปฝากเพื่อนที่เป็นฝีคล้ายกันกิน ข้าพเจ้าก็อธิบายผลดีผลเสียของยาและแนะนำว่าไม่ควรซื้อยาฝากกัน เพราะ อาจเป็นคนละโรค ต้องใช้ยาต่างกัน ทางที่ดี ถ้ามีเวลาควรไปพบแพทย์ดีที่สุด)
            เมื่ออยู่ร้านยา ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าจ่ายยาไปแล้ว จะพยายามติดตามผลทุกคน บางทีอาจจะเป็นญาติพี่น้องด้วยกันที่มาซื้อยาที่ร้าน ข้าพเจ้าก็จะชวนพูดคุยเป็นกันเอง แล้วลองสอบถามดูว่า ญาติทานยาแล้วเป็นยังไงบ้าง ซึ่งก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ข้อมูลกลับมา
            สุดท้ายนี้ หวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย และขอขอบคุณแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ที่ข้าพเจ้าเคยร่วมงาน ADR ด้วย ทำให้ได้รับข้อมูลความรู้ต่าง ๆเป็นประสบการณ์นำ มาเขียนบทความเรื่องนี้ได้

หมายเหตุ
            ส่วนผู้ป่วย G6PD ก็มีข้อห้ามใช้ยาหลายตัว (ขอแทรกเรื่องเล่าตรงนี้ มีแพทย์ท่านหนึ่ง แนะนำว่า ยาลดไข้บางทีอาจให้ para syrup ในขนาด dose ต่ำ ๆ ได้ เพราะถ้าให้ ibuprofen syrup จะมีความเสี่ยงเรื่องการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้ยากกว่า) ดังนั้น ถ้าเจอใครเป็น G6PD แล้วทาน para ก็อย่าเพิ่งไปห้ามเขา ต้องลองถามข้อมูลดูว่าแพทย์แนะนำมาใช่หรือไม่

ที่มา : http://muay-drugstore.blogspot.com/2012/03/blog-post.html

ข่าวประชาสัมพันธ์


1. สปอร์ตรณรงค์ซองยาต้องมีชื่อยา โหลดฟรี
สำหรับใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ
กรุณาช่วยเผยแพร่ด้วยครับ



2. เพลงรณรงค์ซองยาต้องมีชื่อยา โหลดฟรี